ช็อปดีมีคืน ตอนที่ 2

เอาล่ะครับมาต่อกันในตอนที่ 2 ของโครงการช็อปดีมีคืนกันเลย หลังที่เราได้เห็นประกาศกฎกระทรวงไปแล้ว ผมขออธิบายเพิ่มเติมแบบนี้ เป้าหมายของโครงการนี้คือเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนที่มีศักยภาพออกมาใช้จ่ายในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจซบเซา ประชาชนที่จะใช้สิทธิช็อปดีมีคืนต้องผู้ที่เสียภาษีอย่างแน่นอน(เพื่อที่จะนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาเป็นค่าลดหย่อนตอนยื่นแบบฯ) และถ้าคนกลุ่มนี้เลือกใช้สิทธิโครงการนี้แทนที่จะใช้สิทธิคนละครึ่ง

shopping

แปลว่าคนกลุ่มนี้มีฐานภาษีตั้งแต่ 10% ขึ้นไปหรือรายได้มากว่าเดือนละ 30,000 บาทนั้นเอง เพราะผู้ที่เสียภาษีน้อยกว่า 10% เขาน่าจะไปใช้สิทธิคนละครึ่ง(ที่รัฐบาลช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ 3,000 บาท)มากกว่า มาถึงรายละเอียดเพิ่มเติมจากในประกาศกฎกระทรวง แม้จะเห็นว่ามีสินค้าและบริการแค่ 5 กลุ่มก็จริงที่บอกไว้ในช็อปดีมีคืน ตอนที่ 1 แต่ค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ไม่ได้ระบุไว้ก็ไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าลดหย่อนได้ ด้วยหลายเหตุผลเช่น เป็นสัญญาผูกพันที่อยู่นอกเหนือเวลาเข้าร่วมโครง , เป็นสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT , เป็นผู้ประกอบกิจการที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องออกใบกำกับภาษี

ผมจะยกตัวอย่างของค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้ครับ

– ค่าเบี้ยประกันชีวิต ประกันวินาศภัย(ประกันบ้าน ประกันรถ ฯลฯ) ไม่สามารถนำมาค่าใช้จ่ายเพื่อไปหักลดหย่อนได้
– ค่าระบบสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารายเดือนโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต ฯลฯ) ไม่สามารถนำมาค่าใช้จ่ายเพื่อไปหักลดหย่อนได้
– ค่าผ่อนซื้อสินค้า (เช่นซื้อมือถือใหม่ 30,000 บาท แต่เลือกผ่อน 0% 10 เดือน จะไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าลดหย่อนภาษีได้) แต่ถ้าร้านค้านั้นสามารถออกใบกำกับภาษีรูปแบบเต็มและไม่ระบุรายละเอียดเรื่องการผ่อนชำระลงในใบกำกับภาษีก็สามารถใช้ได้

สินค้าไม่เสียภาษี

– ซื้อผักสด ผลไม้ เนื้อสัตว์ ฯลฯ สินค้าเหล่านี้ไม่ได้เสีย VAT อยู่แล้ว จึงไม่สามารถนำมาเป็นยอดรวมค่าใช้จ่ายเพื่อไปหักลดหย่อนได้
– ในแง่การลงทุน การซื้อทองคำแท่ง กองทุน สลาก ไม่สามารถนำมาค่าใช้จ่ายเพื่อไปหักลดหย่อนได้ (แต่การซื้อขายหุ้นสามารถนำค่าธรรมเนียมมาค่าใช้จ่ายเพื่อไปหักลดหย่อนได้ โดยใบยันยืนการซื้อขายหุ้นจะมีค่าธรรมเนียมและภาษีระบุไว้ชัดเจนมักเป็นใบเดียวกับใบกำกับภาษี)
– ค่าสมาชิกรายปีต่างๆ เช่น ฟิตเนส ไม่สามารถนำมาค่าใช้จ่ายเพื่อไปหักลดหย่อนได้
– ค่าบัตรของขวัญ (Gift Voucher) หรือบัตรเพื่อแลกรับบริการต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ภายในช่วงเวลาที่กำหนด ไม่สามารถนำมาค่าใช้จ่ายเพื่อไปหักลดหย่อนได้
– ค่าเข้ารับบริการสถานพยาบาล เช่น ค่ารักษาพยาบาล ตรวจสุขภาพ ทันตกรรม ทำเลสิก ฯลฯ ไม่สามารถนำมาค่าใช้จ่ายเพื่อไปหักลดหย่อนได้

ใบกำกับภาษี

ที่นึกออกมีประมาณนี้ จากตัวอย่างใบกำกับภาษีจะเห็นว่ามีสินค้าบ้างรายการไม่ได้เสียภาษี ถ้ารายการนั้นไม่ได้เสียภาษีก็ไม่สามารถนำยอดมารวมเพื่อหักเป็นค่าลดหย่อนได้ ฉะนั้นยอดที่จะนำไปรวมให้ครบ 30,000 บาท ต้องเป็น 280 บาท ไม่ใช่ยอด 449 บาทที่อยู่ท้ายใบกำกับฯ หรือจะใช้เทคนิคแบบผมก็ได้คือนำยอดรวมภาษีที่ท้ายใบกำกับฯ(ของใบนี้คือ 18.32 บาท)ทุกใบมารวมกัน (โดยจะต้องไม่มีสินค้าที่ไม่เข้าร่วมโครงการอยู่ในใบกำกับฯ)ให้ได้ยอดรวมมากกว่า 2,100 บาท หรือเท่ากับ 7% ของ 30,000 บาทนั้นเอง
แต่อย่างที่บอกไว้ข้างต้นผู้ที่จะเลือกใช้สิทธินี้แล้วคุ้มค่ากว่าใช้สิทธิคนละครึ่ง คือผู้ที่มีฐานภาษีตั้งแต่ 10% ขึ้นไป หมายถึงมีรายได้ทั้งปีหลังหักค่าหักลดหย่อนทุกอย่างแล้วยังเหลือมากกว่า 300,000 บาท สำหรับผู้ที่มีฐานภาษี 10% เมื่อซื้อสินค้าครบ 30,000 บาทแล้วยื่นหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบตอนยืนแบบภาษีประจำปี 2563 เพื่อใช้สิทธิช็อปดีมีคืน สามารถนับประโยชน์ได้เท่ากับ 3,000 บาทเท่ากับกันใช้สิทธิคนละครึ่ง แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีฐานภาษีสูงกว่า 10% ก็สามารถนับประโยชน์ทางภาษีตามฐานภาษีนั้น  ในส่วนเรื่องฐานภาษี วิธีคิดภาษี รายการที่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ในปี 2563  ผมจะมาบอกบทความต่อๆไป

 

ขอขอบคุณพี่ขวัญ(เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร งานคืนภาษี) และข้อมูลจากเว็บไซต์กรมสรรพากร

 

Invisible hand

เล่นหุ้น, forex, bitcoin

ช่วยแชร์หน่อยนะ
error: Content is protected !!